เพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา เผยบทความน่ารู้ทางจิตวิทยา ว่าด้วยเรื่อง บุตรบุญธรรม หลังดูฉากสำคัญใน บุพเพสันนิวาส ระหว่าง พระเพทราชา-หลวงสรศักดิ์
เป็นอีกหนึ่งฉากเด็ดในละคร บุพเพสันนิวาส ที่ทำเอาหลายคนประทับใจ กับซีนอารมณ์ระหว่าง ออกพระเพทราชา (บิ๊ก ศรุต) และ ออกหลวงสรศักดิ์ (ก๊อต จิรายุ) เมื่อหลวงสรศักดิ์ ตัดสินใจถามถึงชาติกำเนิดของตน ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าแท้ที่จริงแล้ว ตนเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระนารายณ์ใช่หรือไม่
ขณะที่ทางพระเพทราชา ก็ได้ตอบกลับผู้เป็น "ลูกชาย" ด้วยสีหน้า แววตา และอารมณ์ที่สะเทือนใจไม่แพ้กัน ว่า "เจ้าก็เป็นลูกข้ามาถึงบัดนี้ ถ้าต่อไปภายหน้า เจ้าจะพึงได้สิ่งใดโดยสิทธิ์ของเจ้า เจ้าก็จะได้เพราะเป็นลูกของออกพระเพทราชา หาใช่ราชโอรสของพระนารายณ์เป็นเจ้าไม่"
เกี่ยวกับประเด็นนี้ คุณหมอมินบานเย็น แห่งเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา ก็ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ว่าด้วยเรื่อง "บุตรบุญธรรม" ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
"#เพียงใครสักคนที่รักและต้องการเราจริง ๆ
"เจ้าก็เป็นลูกข้ามาถึงบัดนี้ ถ้าต่อไปภายหน้า เจ้าจะพึงได้สิ่งใดโดยสิทธิ์ของเจ้า เจ้าก็จะได้ เพราะเป็นลูกของออกพระเพทราชา หาใช่ราชโอรสของพระนารายณ์เป็นเจ้าไม่"
คำพูดของพระเพทราชา พ่อซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เป็นพ่อแท้ ๆ ทำให้หลวงสรศักดิ์ถึงกับน้ำตาไหล
หลวงสรศักดิ์เก็บความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่แน่ใจ ไว้อยู่ตลอดเวลา ไม่มีใครที่บอกเขาตรง ๆ ว่า จริง ๆ แล้ว เขาเป็นพระโอรสแท้ ๆ ของสมเด็จพระนารายณ์ พระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา แต่อย่างไรเขาก็รับรู้ได้ด้วยคำพูดของคนรอบข้างที่มาเข้าหูมาตั้งแต่เขารู้ความ วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้ฟังความจริงจากพ่อที่เลี้ยงเขามา

เขาได้รับความรักจากพ่อพระเพทราชา เขารับรู้ความรักนั้นดี แต่ความน้อยใจก็ยังมีอยู่เต็มหัวใจ เวลาที่มองไปเบื้องบน พ่อแท้ ๆ ก็ทำเหมือนเขาเป็นเพียงข้าราชบริพารคนหนึ่ง ไม่ใช่ลูก
เรื่องของสรศักดิ์ทำให้หมออยากเขียนเรื่องของ \'Adopted child\' หรือ \'บุตรบุญธรรม\' ซึ่งในทางจิตเวชเด็กและวัยรุ่นนั้น บางครั้งจะมีพ่อแม่บุญธรรมที่มาปรึกษาเรื่องของการดูแลเด็กทีรับมาเลี้ยง คำถามสำคัญและมักจะไม่รู้กันก็คือ "ควรบอกความจริงกับเด็กเมื่อไรดี หรือว่าไม่ควรบอก"
ต้องบอกเลยค่ะว่า ควรบอกตั้งแต่เด็กเริ่มจะเข้าใจภาษาและสื่อสารได้พอสมควร คือตอนเด็กอายุราว 3-4 ขวบ
พ่อแม่บุญธรรมมักไม่ยอมบอกความจริงกับเด็ก เพราะกลัวว่าเด็กจะคิดมาก หรือมีปมด้อย หรือเหตุผลอื่น ๆ แต่การรับรู้ภายหลังด้วยตัวเองอาจมีผลกระทบทางลบมากกว่า ทำให้เด็กมีความรู้สึกไม่มั่นใจ เครียด คิดว่าเขาถูกทอดทิ้ง โดดเดี่ยว ผิดหวังอย่างมาก

ควรบอกเมื่อเด็กเริ่มมีความเข้าใจ ตั้งแต่ 3-4 ปี ใช้ภาษาง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องยาว อาจจะใช้เป็นนิทานในการสื่อสาร (มีนิทานบางเล่มที่ใช้เป็นสื่อในการบอกได้) และท่าทีในการบอกควรบอกด้วยความรักและเมตตา ไม่ต้องพูดย้ำไปย้ำมา ซึ่งเด็กอาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เข้าใจเพียงเล็กน้อย และก็ลืมไป ก็ค่อย ๆ บอกเป็นระยะ พอเด็กโตขึ้นก็จะเข้าใจขึ้นเอง ก็จะไม่ตกใจเกินไปเหมือนวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่เพิ่งมารู้ทีหลัง
ระหว่างบอกควรทำให้เด็กเข้าใจว่า อย่างไรเสียพ่อแม่บุญธรรมก็ยังรักเขาเหมือนเดิม ทำให้เด็กรู้ว่าตัวเองเป็นที่รักและที่ต้องการ
อย่าบอกตอนที่ทะเลาะกัน เช่น ตอนที่เด็กทำตัวไม่น่ารัก แล้วหลุดปากบอกออกไปว่า จริง ๆ เด็กไม่ใช่ลูกหรอก อะไรแบบนี้ จะทำให้เด็กคิดว่าพ่อแม่บุญธรรมไม่รักไม่ต้องการเขา

โดยปกติถ้าบอกความจริงตั้งแต่ที่เด็กยังเล็ก ด้วยท่าทีและการแสดงออกว่าพ่อแม่บุญธรรมรักและดูแลเอาใจใส่ให้ความอบอุ่น เด็กก็มักจะเจริญเติบโตอย่างมีความรู้สึกและทัศนคติไม่แตกต่างจากเด็กทั่วไป
หลักการคือ ค่อย ๆ บอกตั้งแต่เด็กเริ่มพูดคุยรู้เรื่องตามความเข้าใจที่มากขึ้นตามวัย ไม่ควรให้เด็กมารู้เองตอนหลัง ซึ่งจะทำให้กระทบกระเทือนใจอย่างมาก อาจทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพจิต มุมมองต่อตัวเองและคนอื่นในแง่ลบ
นอกจากนั้นการจะรับบุตรบุญธรรมควรรับตั้งแต่เด็กยังเล็กมาก ๆ เช่น รับเมื่อแรกเกิดก็จะดีกว่ารับเมื่ออายุมากกว่านั้น เพราะจะทำให้เด็กมีความผูกพันกับพ่อแม่บุญธรรมมากกว่ารับตอนที่เด็กโตแล้ว
เด็กคนหนึ่งจะเติบโตมาด้วยการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง มีความรักตัวเอง สำคัญมากที่จะมีความรู้สึกรับรู้ว่าตัวเองมีคุณค่าเพียงพอที่จะได้รับความรัก มีแค่ใครสักคนที่รักและต้องการ ซึ่งคนคนนั้นอาจจะไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริงก็ได้
#หมอมินบานเย็น"





